การกำหนดคำบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
28/07/2023“การกำหนดคำบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”
นายสุภัทร แสงประดับ
ผู้อำนวยการกลุ่มงานคดี ๗ สำนักคดี ๓
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
ผู้อำนวยการกลุ่มงานคดี ๗ สำนักคดี ๓
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
“โดยหลักการทั่วไปแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลนับตั้งแต่วันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัยหรือวันที่ศาลลงมติ และมีผลผูกพันทุกองค์กร แต่อย่างไรก็ตาม ในคดีรัฐธรรมนูญบางประเภท หากศาลเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยหรือเพื่อที่จะรักษาประโยชน์สาธารณะโดยรวมมิให้เสียหาย ศาลอาจกำหนดให้คำวินิจฉัยมีผลไปในอนาคตขณะใดขณะหนึ่งหลังวันอ่านคำวินิจฉัย หรืออาจกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการในการบังคับอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลใดที่มีหน้าที่ในการดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาล สามารถเตรียมการหรือดำเนินการได้ทันภายในระยะเวลาอันสมควรเมื่อคำวินิจฉัยของศาลมีผลใช้บังคับในอนาคต แต่ศาลจะกำหนดคำบังคับให้มีผลย้อนหลังไม่ได้”
หลักการกำหนดคำบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ปรากฏให้เห็นเป็นร่องรอยอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๔ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและมีเพียงมาตราเดียวเท่านั้นที่ได้บัญญัติเรื่องการกำหนดคำบังคับเพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า
“มาตรา ๗๔ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาล หากมีความจำเป็นจะต้องบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย ให้ศาลมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลไว้ในคำวินิจฉัยนั้น โดยศาลอาจกำหนดให้มีผลไปในอนาคตขณะใดขณะหนึ่งหลังวันอ่านคำวินิจฉัย หรืออาจกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการในการบังคับอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งนี้ ตามความจำเป็นหรือสมควรตามความเป็นธรรมแห่งกรณี และให้องค์กร หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลใดที่มีหน้าที่ในการบังคับ รายงานผลการปฏิบัติหรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัยหรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และประเภทคดีที่กำหนดในข้อกำหนดของศาล”
เหตุผลในการกำหนดคำบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อศึกษาจากบันทึกการประชุมทั้งในชั้นการพิจารณาคณะทำงานยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่ได้เสนอร่างบทบัญญัติดังกล่าวต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๖๗ และจากบันทึกการประชุมของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. .... (วาระที่ ๒) ซึ่งมีการแปรญัตติเพิ่มบทบัญญัติดังกล่าวฟื้นขึ้นมาใหม่อีกครั้งหลังจากที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีมติให้ตัดออกไปนั้น อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า “การกำหนดคำบังคับไว้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีรัฐธรรมนูญบางประเภทที่มีลักษณะก่อให้เกิดหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลใดในการที่จะต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้”[๑] ดังเช่น ในคดีที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๑) หรือคดีที่ประชาชนหรือชุมชนฟ้องหน่วยงานของรัฐเพื่อให้ได้รับประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๑ หรือในคดีที่ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ร้องขอว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อศาลเห็นว่า เป็นกรณีที่จำเป็นหากให้คำวินิจฉัยของศาลมีผลในทันทีนับแต่วันที่ลงมติตามหลักทั่วไป อาจจะส่งผลกระทบหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะโดยรวม ศาลอาจกำหนดให้คำวินิจฉัยมีผลไปในอนาคตขณะใดขณะหนึ่งหลังวันอ่านคำวินิจฉัยหรือลงมติ หรืออาจกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการในการบังคับอย่างหนึ่งอย่างใดได้ตามความจำเป็นหรือสมควรตามความเป็นธรรมแห่งกรณี ทั้งนี้ เพื่อที่จะธำรงรักษาความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ (Supremacy of the Constitution) ในการที่จะให้การบังคับใช้รัฐธรรมนูญตามผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกิดเป็นรูปธรรม นั่นเอง
หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดคำบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๔ และข้อ ๔๕ มีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้
๑. การกำหนดคำบังคับ เป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย (มาตรา ๗๔)
๒. ศาลรัฐธรรมนูญอาจกำหนดคำบังคับให้มีผลไปในอนาคตขณะใดขณะหนึ่งหลังวันอ่านคำวินิจฉัย หรืออาจกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการในการบังคับอย่างหนึ่งอย่างใดได้ แต่จะกำหนดคำบังคับให้มีผลย้อนหลังไม่ได้ ทั้งนี้ การกำหนดคำบังคับให้มีผลเมื่อใดในคดีแต่ละประเภทจะต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญด้วย กล่าวคือ หากคดีรัฐธรรมนูญประเภทใดที่รัฐธรรมนูญกำหนดการมีผลของคำวินิจฉัยไว้โดยเฉพาะแล้วหรือให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ศาลลงมติหรือมีคำวินิจฉัย ย่อมเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ไม่อาจกำหนดคำบังคับให้มีผลในอนาคตตามมาตรา ๗๔ ได้ (มาตรา ๗๔)
๓. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญกำหนดคำบังคับแล้ว เป็นหน้าที่ขององค์กร หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลใดที่มีหน้าที่ในการบังคับ รายงานผลการปฏิบัติหรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำบังคับต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัยหรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และประเภทคดีที่กำหนดในข้อกำหนดของศาล (มาตรา ๗๔)
๔. ในกรณีที่คู่กรณีไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลรัฐธรรมนูญหรือมีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตาม
คำบังคับ ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นเอง หรือคู่กรณียื่นคำขอ หรือองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลใดที่มีหน้าที่ในการบังคับรายงานต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาหรือไต่สวนและมีคำสั่งกำหนดวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย หรือมีคำสั่งใด ๆ เพื่อให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว (ข้อกำหนดฯ ข้อ ๔๔)
๕. กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนแล้วฟังได้ว่า การที่มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถูกต้องครบถ้วนหรือปฏิบัติล่าช้าเป็นไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร ศาลรัฐธรรมนูญอาจแจ้งให้นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานองค์กรอิสระ นายทะเบียนพรรคการเมือง ผู้บังคับบัญชา ผู้กำกับดูแล หรือผู้ควบคุม ตามความจำเป็นและสมควรแก่ประเภทคดี เพื่อดำเนินการหรือบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และแจ้งผลให้ศาลทราบโดยเร็ว (ข้อกำหนดฯ ข้อ ๔๕)
การดำเนินการหรือบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๔ และข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๕ ของประเทศไทยดังกล่าวข้างต้นที่กำหนดไว้แต่เพียงกว้าง ๆ โดยให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้กำหนดว่า องค์กรหรือบุคคลใดเป็นผู้มีภาระหน้าที่ในการที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามความจำเป็นและสมควรแก่ประเภทคดีนั้น อาจกล่าวได้ว่ามีความคล้ายคลึงกับการกำหนดคำบังคับของศาลรัฐธรรมนูญสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ดังที่กำหนดไว้ในรัฐบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญสหพันธ์ (BVerfGG) มาตรา ๓๕ ที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญสหพันธ์อาจกำหนดไว้ในคำวินิจฉัยก็ได้ว่า หน่วยงานใดมีหน้าที่ในการบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญสหพันธ์ยังอาจกำหนดวิธีการและมาตรการในการบังคับคดีด้วยก็ได้[๒] และการกำหนดคำบังคับของศาลรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐออสเตรีย ตามรัฐธรรมนูญออสเตรีย (B-VG) มาตรา ๑๔๖ วรรคหนึ่ง ได้กำหนดให้การบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องตามมาตรา ๑๓๗ ให้เป็นหน้าที่ของศาลยุติธรรม สำหรับเนื้อหาที่เกี่ยวกับการบังคับนั้นให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประกอบกับรัฐบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ (VerfGG) มาตรา ๒๗ ได้กำหนดให้การบังคับคดีซึ่งต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๔๖ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญออสเตรีย (B-VG) ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนั้น ๆ ส่วนการบังคับตามคำวินิจฉัยในเรื่องอื่น ๆ ที่มิใช่การใช้สิทธิเรียกร้องตามมาตรา ๑๓๗ นั้น มาตรา ๑๔๖ วรรคสอง ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของประธานาธิบดีดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยหน่วยงานของสหพันธรัฐหรือหน่วยงานของมลรัฐ[๓]ซึ่งวิธีการและมาตรการกำหนดคำบังคับของศาลรัฐธรรมนูญต่างประเทศดังกล่าวได้มีการนำมาพิจารณาประกอบการยกร่างข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลใช้บังคับในปัจจุบัน
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีการกำหนดคำบังคับไว้ในคำวินิจฉัยโดยให้มีผลในอนาคต ดังเช่น
คำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๓ ศาลวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๑ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘ แต่ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ โดยให้คำวินิจฉัยของศาลในส่วนที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้มีผลเมื่อพ้นสามร้อยหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย และมีข้อแนะนำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเรื่องการทำแท้งเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน
คำวินิจฉัยที่ ๗ - ๘/๒๕๖๕ ศาลวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ มาตรา ๑๒ (๑๑) (ในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ โดยกำหนดคำบังคับให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลเมื่อพ้นสามร้อยหกสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย และมีข้อแนะนำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไปรับปรุงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ มาตรา ๑๒ (๑๑) ทั้งอนุมาตรา ให้มีความเหมาะสมกับประเภทของการกระทำและความหนักเบาตามสภาพแห่งข้อหา ตลอดจนสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน
คำวินิจฉัยที่ ๒๒/๒๕๖๕ ศาลวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๔๕๙ มาตรา ๔๖ วรรคสี่ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง โดยให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลเมื่อพ้นสามร้อยหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย
******************************
[๑] บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ
ศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. .... สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๘/๒๕๖๐ วันพุธที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ หมายเลข ๒๑๙ ชั้น ๒ อาคารรัฐสภา ๒, หน้า ๑๔.
ศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. .... สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๘/๒๕๖๐ วันพุธที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ หมายเลข ๒๑๙ ชั้น ๒ อาคารรัฐสภา ๒, หน้า ๑๔.
[๒] บรรเจิด สิงคะเนติ. (๒๕๔๘). รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง การคุ้มครองชั่วคราวและการบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, หน้า ๙๐






Login with facebook
Login with google